ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงของพี่น้องชาว กทม.ที่มอบให้รสนา

ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงของพี่น้องชาว กทม.ที่มอบให้รสนา

ดิฉันขอกราบขอบคุณผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งชาวกรุงเทพฯ 79,009 เสียงที่มอบให้ดิฉันเป็นคะแนนที่มาจากความเชื่อมั่นศรัทธาในผลงาน และ นโยบายที่ดิฉันและทีมที่ปรึกษานำเสนอเพื่อประโยชน์ของชาว กทม.

เมล็ดพันธุ์ที่ได้หว่านไว้คือการหยุดทุจริตคอร์รัปชันและการเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมแก้ปัญหากทม. ซึ่งจะช่วยให้ ผู้บริหารกทม.สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาว กทม.ให้ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง เมล็ดพันธุ์นี้จะเติบโตขึ้นเมื่อวันเวลาผ่านไป พรรคกรีนเยอรมันเมื่อลงเลือกตั้งในสมัยแรกก็ไม่ประสบชัยชนะ แต่เมล็ดพันธุ์ที่เขาฝากไว้คือ เรื่องการปกป้องสิ่งแวดล้อม ที่ต่อมากลายเป็นนโยบายสำคัญของทุกพรรคการเมือง สำหรับดิฉันเชื่อว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นเหมือน”โคลนติดล้อประเทศไทย”ไม่ให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ และเป็นที่น่ายินดีว่าผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ในครั้งนี้ รวมทั้งคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ประกาศอย่างหนักแน่นว่า จะหยุดการทุจริตคอร์รัปชันในกทม.

คุณชัชชาติเคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับการต่อสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอสของผู้ว่าคนก่อน ก็หวังว่าจะยังคงยืนยันไม่ต่อสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอสเมื่อคุณชัชชาติได้เข้ามาเป็นผู้ว่ากทม.และแก้ปัญหาการก่อหนี้สินเพิ่ม หยุดสร้างเงื่อนไขบีบคั้นให้กทม.ต้องต่อสัมปทานไปอีก30ปี ในราคา 65บาท และขอให้แก้ปัญหาสำเร็จในยุคของผู้ว่าชัชชาติ เพื่อให้ชาว กทม.ได้ค่าโดยสารขนส่งมวลชนราคาถูก ซึ่งเป็นนโยบายที่ผู้สมัครผู้ว่าทั้งดิฉัน และคุณวิโรจน์ได้ประกาศไว้เหมือนกัน

แม้ดิฉันมิได้รับเลือกให้ทำหน้าที่แม่บ้านกทม. แต่ดิฉันก็ยังคงเดินหน้าทำงานสาธารณประโยชน์ในภาคประชาสังคมดังที่เคยทำมาเป็นปกติ และด้วยแรงสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยิ่งจะทำให้ดิฉันและทีมงานทุ่มเททำงานตามหน้าที่ในฐานะประชาชนพลเมืองเพื่อประโยชน์สุขของมวลพี่น้องชาวกทม.ต่อไปไม่หยุดยั้ง

รสนา โตสิตระกูล

23 พ.ค. 2565

“จำลอง ศรีเมือง” เชียร์คนกรุงเลือก “รสนา

นางสาวรสนา โตสิตระกูล วันนี้ได้พลตรีจำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าฯ กทม. 2 สมัย ในวัย 87 ปี ให้กำลังใจพร้อมประกาศสนับสนุน โดยให้เหตุผลว่า นางสาวรสนาเป็น สะอาด ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ เสียสละ จึงอยากให้เลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. เพื่อจะมาสานต่อ “จำลองโมเดล” โดยเฉพาะนโยบายราคารถไฟฟ้า 20 บาท

จำลอง ศรีเมือง และรสนา

ถ่ายทอดสด : ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย คุณรสนา โตสิตระกูล เบอร์ 7

คุณรสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครผู้ว่า กทม.เบอร์ 7 ณ วงเวียนใหญ่ กทม.

#เลือกรสนากาเบอร์7#ต้องหยุดโกงกรุงเทพเปลี่ยนแน่#เลือกรสนามาเป็นทีม

คุยได้คุยดีสัมภาษณ์ คุณรสนา โตสิตระกูล

รายการคุยได้คุยดี ทางสถานีวิทยุ เอฟ.เอ็ม. 96.5 เมกะเฮิรตซ์ คลื่นความคิด ดำเนินรายการโดย นายวีระ ธีรภัทรานนท์ และนายณัฐพงษ์ ธีระภัทรานนท์ 

ชมคลิป: 3 Minutes Pitching ‘รสนา’ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7

รสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7 เปิดตัวเป็นคนแรกด้วยการแสดงวิสัยทัศน์ในงาน THE CANDIDATE BATTLE พลิกโฉมดีเบต ศึกดวลความคิด พิชิตโหวต

รสนา ย้ำประชาชนต้องมีส่วนร่วม คนจนต้องไม่ถูกผลักออกจากเมือง พร้อมยกเลิกข้อบัญญัติยุคอัศวินปมหาบเร่แผงลอย

วันนี้ (15 พฤษภาคม) ที่สยามพารากอน THE STANDARD จัดงาน THE CANDIDATE BATTLE พลิกโฉมดีเบต ศึกดวลความคิด พิชิตโหวต ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป โดยมีแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ร่วมประชันวิสัยทัศน์ และตอบคำถามจาก 16 ตัวแทนคน กทม. ซึ่งเป็นเจ้าของปัญหาแบบสดๆ และไฮไลต์สำคัญคือการแบตเทิลตอบคำถามระหว่างผู้สมัคร

สำหรับ ROUND 2: YOUR QUESTION YOUR VOICE วัดไหวพริบ ชิงกันตอบคำถามสดจากตัวแทนคนกรุงเทพฯ ของผู้สมัครด้วยเวลาจำกัด 3 นาที รสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7 ได้ตอบคำถาม 3 ข้อ เริ่มต้นที่หัวข้อ สวัสดิภาพเด็กและครอบครัว จาก ทิชา ณ นคร ตัวแทนเด็กและครอบครัว

คำถาม ‘แนวทางจัดสภาพแวดล้อมพื้นที่สีเทา เพื่อสวัสดิการของเด็กให้มีความปลอดภัย ขอวิธีแก้ไขแบบรูปธรรม’

รสนากล่าวว่า ตนตั้งใจว่าเด็กในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) 437 โรง ต้องเรียนฟรีแท้จริง ครึ่งวันเรียนที่โรงเรียน อีกครึ่งวันออกไปเรียนข้างนอก เช่น เรียนรู้การประกอบอาชีพ ซ่อมรถ เชฟ นักดนตรี และตลอด 120 วันที่ปิดเทอมต้องให้ทำกิจกรรม การเรียนรู้ที่ไม่ใช่แค่วิชาเรียน เพราะไม่สำคัญเท่าการต่อยอดเรื่องอาชีพ 

รสนาระบุว่า สิ่งสำคัญของการศึกษาไม่ใช่แค่เพื่อวิชาชีพอย่างเดียว การศึกษาต้องเป็นการบ่มเพาะความสมบูรณ์แห่งการเป็นมนุษย์ กรุงเทพฯ ต้องมีระบบการศึกษาหลากหลายระบบ ทั้งการเรียนที่บ้าน เรียนเป็นกลุ่ม เพราะฉะนั้นอนาคตตนต้องการเปิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดระบบการศึกษาการเรียนของ กทม. 

โดยควรทำรูปแบบโรงเรียนในสังกัดให้เหมือนโรงเรียนสาธิต ทำให้เกิดการเรียนรู้หลากหลายแบบในที่เดียว และค้นหาต้นแบบที่เหมาะสมกับแต่ละชุมชน ทั้งนี้ การที่เด็กได้เรียนฟรีมีความจำเป็น และ กทม. ก็สามารถสนับสนุนได้ สามารถเปิดพื้นที่ในสิ่งที่เด็กอยากจะเรียนรู้

รสนากล่าวต่อว่า ตนมีทีมงานที่ใช้ชื่อว่ากลุ่มก่อการครู จัดทำขึ้นเพื่อให้เด็กสามารถออกแบบการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เปิดโอกาสให้เด็กเรียนสิ่งที่ต้องการ ซึ่งจะทำให้เด็กเหล่านั้นไม่ตกอยู่ในสภาพแวดล้อมไปสู่อบายมุข สิ่งสำคัญคือต้องเปิดพื้นที่ชุมชนและให้ผู้ใหญ่คอยสนับสนุน การที่จะไม่ให้เด็กไปสู่อบายมุขคือต้องเปิดโอกาสให้เขา

ส่วนของหัวข้อ ‘พื้นที่สีเขียว’ จาก สันติ โอภาสปกรณ์กิจ ตัวแทน BIG Trees คำถาม ‘การจัดสรรพื้นที่ทำสวนสาธารณะจะหาพื้นที่ไหนมาทำ จะจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลสวนและต้นไม้ใหญ่อย่างไร เพราะงบเดิมที่มีอยู่น้อยมาก การพัฒนาอุปกรณ์เจ้าหน้าที่ที่ดูแลสวนจะทำแนวทางไหน และอนาคตหากเป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ จะสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานหรือองค์กรอื่นได้หรือไม่’

รสนากล่าวว่า กรุงเทพมหานครเป็น Big city แต่ไม่ใช่ Great City เพราะว่ากรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวน้อยมากถ้าเทียบกับประเทศสิงคโปร์เมื่อ 50 ปีที่แล้วที่เคยเป็นเกาะโจรสลัด แต่เพราะวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศเขาจึงสามารถทำให้มีพื้นที่สีเขียวมากจนเวลานี้เป็น City in the garden การเป็นพื้นที่สีเขียวทำให้เป็นประเทศที่เจริญ เป็นประเทศที่หลายประเทศต้องการมาลงทุน

ประเทศไทยเคยเป็นพื้นที่สีเขียวมากมาย แต่เพราะผู้บริหารขาดวิสัยทัศน์ เราคงมีความคิดแบบสมัยก่อนที่เห็นป่าเราจะฟัน เราก็เลยไม่มีอะไรเลย นโยบายของตน ระบุชัดเจน 9 ตารางเมตรต่อคนเป็นมาตรฐานโลกเราต้องทำ ฉะนั้นพื้นที่ กทม.รกร้างว่างเปล่าต้องทำให้เป็นพื้นที่สีเขียว และชุมชนนั้นต้องมีส่วนร่วม ซึ่งตนยังมีนโยบายที่จะกระจายงบประมาณ 50 ล้านบาทเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมทำกิจกรรมที่คิดว่าต้องการ ใน กทม. แต่ละเขตควรจะมีสวนอย่างน้อย 2-3 สวน และต้องพัฒนารุกขกร เพื่อฝึกฝนให้สามารถตัดแต่งต้นไม้ได้ชำนาญ ไม่ใช่ตัดอย่างหัวโกร๋นแบบทุกวันนี้

ทั้งนี้ ใน กทม. มีต้นไม้ใหญ่เราต้องช่วยกันรักษา ไม่ใช่ว่าจะขยายถนนตัดต้นไม้ต้องรักษาให้ได้ ในเรื่องนี้กลุ่มต่างๆ ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมต้องเข้ามาช่วยได้เต็มที่ โดยรสนาระบุว่า ถ้าเป็นผู้ว่าฯ จะเปิดโอกาสให้กลุ่มต่างๆ ที่ทำสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นปาร์ตี้หนึ่งใน กทม. เพื่อแนะนำ เพราะเชื่อว่าผู้ว่าฯ ไม่มีทางรู้ทุกเรื่อง การที่เราเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาช่วยกันจะทำให้เราสามารถปรับปรุงกรุงเทพฯ ให้เป็นพื้นที่สีเขียวมากขึ้นได้

ในส่วนของหัวข้อ ‘คนจนเมือง’ จาก นิตยา พร้อมพอชื่นบุญ ตัวแทนชุมชนเครือข่ายที่อยู่อาศัยคลองเตย คำถาม ‘นโยบายจัดสรรพื้นที่อาศัยให้กับกลุ่มคนจนเมืองที่ทำงานให้เมือง’

รสนาระบุว่า ตนเองมองเห็นว่าคนที่อยู่ในชุมชนคลองเตย ซึ่งถือว่าเป็นอีกพื้นที่ใหญ่ที่สุดในเมือง เปรียบเป็นฐานพีระมิดเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ เพราะว่าคนคลองเตยย้ายเข้ามาในสมัยที่คลองเตยเป็นท่าเรือ การที่คนจนเมืองเหล่านี้เข้ามาสร้างเมือง สร้างความร่ำรวย สร้างสิ่งที่เป็นความเจริญให้มหานครแห่งนี้เขาไม่เคยได้รับการจัดสรรที่อยู่อาศัย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่ผ่านมารัฐบาลจะพัฒนาเฉพาะกลุ่มแรงงาน แต่ไม่เคยทำในเรื่องคุณภาพชีวิตให้คนเหล่านี้ ทำให้เกิดสลัมขึ้นมามากมาย

ส่วนตัวเห็นว่ารัฐบาลที่ดีต้องจัดการที่อยู่อาศัยให้ได้ ระบบที่เกิดขึ้นเวลานี้คือการเอาพื้นที่ทั้งหลายยกให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในการก่อสร้าง ซึ่งเรื่องนี้ตนมองว่าไม่สมควร ทั้งที่รัฐบาลสามารถให้กลุ่มธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ เจ้าสัวต่างๆ สามารถที่จะสัมปทานขออาศัยเช่าพื้นที่ 50 ปี 90 ปี แต่ทำไมไม่สามารถจัดสรรที่ดินให้คนจนเมืองที่จะอยู่ในเมืองแห่งนี้ เหตุใดต้องแยกคนเหล่านี้ออกไปนอกเมือง

รสนากล่าวต่อว่า ถ้าตนมีโอกาสเป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ จะร่วมกับภาคประชาชนเจรจากับหน่วยงานของภาครัฐทำ Land Sharing เพื่อย้ำว่าต้องมีการจัดสรรพื้นที่ให้คนจนเมืองที่ได้ร่วมสร้างเมืองนี้ขึ้นมาด้วย

และคำถามสุดท้ายในรอบนี้มาจาก นงลักษณ์ คำนนท์ ตัวแทนแม่ค้า คำถาม ‘การจัดสรรพื้นที่ค้าขาย การแก้ไขปัญหากลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอย’

รสนากล่าวว่า กลุ่มพ่อค้าหาบเร่แผงลอยถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญ เป็นผู้ที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจที่สำคัญใน กทม. ฉะนั้นสิ่งแรกที่ตนจะทำคือการยกเลิกข้อบัญญัติที่อดีตผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ อัศวิน ขวัญเมือง ได้ตั้งไว้ปี 2563 เรื่องระเบียบที่กำจัดหาบเร่แผงลอยทั้งหมด 

ตนจะเริ่มต้นใหม่โดยขอให้มีการลงทะเบียนพ่อค้าแม่ค้า และจะจัดให้มีพื้นที่การขายของสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่มีต้นทุนน้อย โดยจะจัดทำกองทุนให้ผู้ค้าสามารถกู้ยืมด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำเพื่อสนับสนุนการขายของกลุ่มนี้ให้เป็นไปได้ จัดพื้นที่ให้มีการขาย และจะสนับสนุนให้ขายต่อไปโดยไม่มีการจับหรือเก็บส่วย

ที่มา : thestandard.co

“หมอเดชา” การันตี “รสนา” คนดีคนเก่ง อิสระตัวจริง-ไม่ทุ่มเงินหวังถอนทุน 

เดชา ศิริภัทร” เผยรู้จัก “รสนา” 35 ปี พิสูจน์แล้วเป็นคนดีคนจริง ตั้งใจทำงาน ต้านคอร์รัปชั่นปกป้องผลประโยชน์ประชาชน แนะอย่าเลือกผู้สมัครทุ่มเงินหาเสียงหวังถอนทุน มีสังกัดแต่โกหกว่าอิสระเพื่อเข้าไปทำชั่ว ขณะ “รสนา” หาเสียงตามมีตามเกิด และเป็นอิสระตัวจริง

นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ หมอพื้นบ้าน จ.สุพรรณบุรี ผู้บุกเบิกคิดค้นน้ำมันกัญชารักษาโรค ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยแพร่ทางยูทูป ว่า ตนรู้จัก น.ส.รสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 7 ตั้งแต่ปี 2530 หรือ 35 ปีมาแล้ว พิสูจน์ได้ว่าเป็นคนดีเป็นคนจริง เป็นคนที่ตั้งใจทำงาน และทำงานเก่ง โดยเฉพาะรายละเอียดเรื่องการคอรัปชั่นที่จัดการมาหลายที่แล้ว และเรื่องการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เช่นการต่อต้านไม่ให้เอา กฟผ.ไปแปรรูปเป็นของนายทุน 

“แกสู้มาตลอดชีวิต ตอนเป็น ส.ว.แกสู้ไม่รู้กี่เรื่องนะครับ นี่คือจุดยืนของแก การสมัครผู้ว่าราชการ กทม.นี้มันเป็นการเมืองใหญ่มาก ทุกพรรคลงใช่ไหมครับ แล้วก็แต่ละคนก็มีทุนหนานะครับ ให้สังเกตแบบนี้ว่า ถ้าเขาให้วงเงินหาเสียงได้เป็น 100 ล้านเนาะ ตามกฎหมายเนี่ย แล้วแต่ละคนก็ใช้ร้อยล้านเต็ม คำถามก็คือเงินเดือนผู้ว่าเนี่ยคุณไม่ใช้เลยเนี่ยมันจะกี่ล้าน เพราะฉะนั้นคุณขาดทุนต้องเป็นหลายสิบล้านเนาะ คุณเอาเงินมาขาดทุนเนี่ยหรือว่าคุณตั้งใจจะมาลงทุน 

ข้อแรกคือถ้าผมคิดว่าผมไม่ไว้ใจคนที่ลงทุนเยอะๆ หรอก เพราะว่ามันต้องเอาทุนคืนเอากำไรแน่ๆ มันเป็นธุรกิจละ อันนี้ผู้ที่จะเลือกคงจะดูว่าคนไหนลงทุนเยอะเนี่ยควรจะสงสัยไว้ก่อนว่าเขาจะมาลงทุนเพื่อจะเอาทุนคืนนะ อันนี้ก็ต้องไม่ไว้ใจก่อน

“ข้อที่สองก็คือคนที่ไม่พูดความจริงเช่น บอกว่าอิสระนะครับ แต่ความจริงสังกัดอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรืออะไรแบบนี้ คนพวกนี้ต้องสงสัยไว้ก่อนว่าเขาไม่พูดความจริง เขาพูดเท็จ ซึ่งไม่น่าไว้วางใจ แล้วก็คนพูดเท็จนะครับนี่ผมพูดตามพุทธพจน์เลยนะครับ คนไหนพูดเท็จเนี่ยไม่ทำความชั่วนั้นไม่มี ชัดๆ ครับ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเชื่อว่าเขาพูดเท็จเนี่ยคุณเลือกเข้าไปนี่ เขาทำความชั่วแน่ๆ คุณจะไปเลือกเขาทำไม นี่ผมพูดตามพุทธพจน์นะครับ 

“คุณก็ต้องดูให้ดีว่า 1. คนเหล่านั้นน่ะเขาลงทุนเยอะหรือเปล่า 2. คือเขาพูดเท็จหรือเปล่า ถ้าเข้า 2 อย่างนี้ข้อใดข้อหนึ่งครับ คุณโปรดอย่าไปเลือกเลย เพราะว่าคุณจะเลือกคนที่ไปถอนทุนนะครับ แล้วก็คนที่ไปทำชั่ว

“เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าคุณรสนาเนี่ย หนึ่งก็คือแกไม่ลงทุนแบบนั้นครับ แกทำตามมีตามเกิด ที่แกมีนั่นแหละ สองแกก็บอกว่าแกอิสระ อิสระจริงๆ ครับไม่มีอะไรไม่อิสระเหมือนกับคุณรสนานะ เพราะฉะนั้น 2 ข้อเนี่ยเชื่อได้เลยว่าแกผ่าน แต่ว่าหลายคนที่ผมเห็นเนี่ยมันไม่ผ่าน เพราะฉะนั้นดูให้ดีนะครับจะเลือกใครเนี่ย ดูซิว่ามันผ่าน 2 ข้อนี้หรือเปล่านะครับ ถ้าไม่ผ่าน 2 ข้อเนี่ยคุณก็คิดให้ดีว่าคุณจะเลือกเขาไปถอนทุนหรือว่าเลือกเขาไปทำชั่ว คุณก็เลือกเอาเองครับ” นายเดชากล่าว

คำปราศรัยสนับสนุนคุณรสนา โตสิตระกูล เป็นผู้ว่าฯ กทม.โดย ดร.อุทัย ดุลยเกษม

สวัสดีครับ ท่านที่เคารพทั้งหลายผมชื่อนายอุทัย ดุลยเกษม ครับก่อนอื่น ในฐานะของผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯคนหนึ่ง ผมขอแสดงความยินดีกับท่านที่เคารพทั้งหลายที่ท่านได้มีโอกาสใช้สิทธิดังกล่าวนี้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากว่างเว้นมาหลายปี การใช้สิทธิของท่านในครั้งนี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นการเลือกผู้ที่จะมาทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯเป็นสำคัญการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯมหานครครั้งนี้ มีผู้สมัครจำนวนมากกว่า ๓๐ คน ผู้สมัครทุกคนต่างก็เสนอนโยายหรือโครงการต่างๆที่อ้างว่าเพื่อรับใช้ประชาชนในกรุงเทพฯทั้งสิ้น แต่ในจำนวนผู้สมัครทั้งหมดนี้ อาจจะแบ่งออกเป็นกลุ่มได้สองกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ กลุ่มที่ผู้สมัครเป็นนักการเมืองอาชีพหรือผู้ที่ต้องการยึดเอาการเมืองเป็นอาชีพ เพราะฉะนั้นผู้สมัครกลุ่มนี้ จึงลงสมัครเลือกตั้งในตำแหน่งทางการเมืองที่มีโอกาส และพยายามอย่างมากที่สุดที่จะได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นอาชีพอยู่ตลอดไป ผู้สมัครอีกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มที่ต้องการสมัครเลือกตั้งเพราะต้องการเข้ามาทำงานรับใช้ประชาชน ทั้งในการแก้ปัญหาด้านต่างๆและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เนื่องจากตระหนักดีว่า แม้การรับใช้ประชาชนในการแก้ปัญหาต่างๆและการพัฒนาคุณภาพของประชาชนจะสามารถกระทำได้ แม้จะไม่มีตำแหน่งทางการเมือง และผู้สมัครกลุ่มนี้หลายคนได้ทำงานในลักษณดังกล่าวให้เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว ดังกรณีของคุณรสนา โตสิตระกูล ตามที่ท่านทั้งหลายรับทราบกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงในกระทรวงสาธารณสุข การป้องกันปกป้องไม่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องแปรสภาพเป็นธุรกิจเอกชน การทวงทุนคืนจากบริษัท ปตท. ให้กับรัฐบาล และการแก้ปัญหาอันเกิดจากโรงไฟฟ้าที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในซอยอ่อนนุช เป็นต้นแต่เมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ขนาดและความซับซ้อนของปัญหาต่างๆในกรุงเทพฯที่ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในกรุงเทพฯอยู่ในสภาพที่ตกต่ำย่ำแย่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปัญหาการเดินทางและการคมนาคมขนส่ง ปัญหาเรื่องน้ำท่วมขังเป็นประจำ ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาการขาดพลังร่วมของชุมชนในการแก้ปัญหาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนเอง เป็นต้น ซึ่งการแก้ปัญหาเหล่านี้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะประชาชนที่ด้อยโอกาส จำเป็นต้องมีทรัพยากรที่มากพอ ทั้งทรัพยากรที่เป็นงบประมาณและทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพและมีความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาของกรุงเทพฯ ด้วยเหตุดังนั้น ผู้สมัครกลุ่มนี้ จึงสมัครลงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยมิได้คิดจะเป็นนักการเมืองอาชีพแต่อย่างใดผมมองเห็นประเด็นนี้ ชัดเจน ในกรณีของคุณรสนา โตสิตระกูล ผมจึงขอสนับสนุนคุณรสนา โตสิคระกูลให้ได้เข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครผมเชื่อว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความสงสัยว่า ผู้สมัครที่ไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมอย่างกรณีของคุณรสนา โตสิตระกูล จะมีความสามารถในการบริหารจัดการกรุงเทพมหานครได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงละหรือ ผมเข้าใจในการตั้งข้อสงสัยดังกล่าวนี้ เพราะ คนส่วนมากมองเรื่องการบริหารจัดการองค์กรในแบบสมัยใหม่ที่เป็นทางการ อย่างองค์กรทางธุรกิจ และองค์กรทางราชการ ซึ่งเล่าเรียนกันได้ในมหาวิทยาลัย เช่น หลักสูตรการบริหารจัดการภาครัฐและการบริหารจัดการธุรกิจ ซึ่งจัดสอนกันทั้งในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง แม้ว่าความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารจากองค์กรภาครัฐและองค์กรภาคธุรกิจมีความสำคัญ แต่การบริหารจัดการในภาคดังกล่าว ไม่ซับซ้อนและยากมากนักเพราะองค์กรเหล่านั้น มีระเบียบกฎเกณฑ์และข้อบังคับต่างๆ กำกับอยู่มากมาย คนทำงานในองค์กรเหล่านี้ ล้วนแต่ยึดเอากฎเกณฑ์ ระเบียบและข้อบังคับเหล่านั้นเป็นแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ โดยมีงบประมาณและเครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ สนับสนุนอย่างค่อนข้างพร้อมเพรียง แต่ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน หมักหมมและการพัฒนาด้านต่างๆในสังคมที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงในอัตราที่รวดเร็วและปั่นป่วนเพื่ออนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน ตามที่รัฐบาลประกาศไว้นั้น การบริหารจัดการโดยวิธีที่รู้จักกันดีที่เรียกว่า “การบริหารองค์กรสมัยใหม่” (Modern Organizational Management) ไม่เพียงพออย่างแน่นอน ในกรณีเช่นนี้ เราจำเป็นต้องนำเอาความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการที่เรียกว่า “การบริหาจัดการทางวัฒนธรรมและสังคม” (Social and Cultural Management) เข้ามาใช้เสริมกันอย่างจริงจัง“การบริหารจัดการทางสังคมและวัฒนธรรม” นี้ ไม่มีหลักสูตรสอนกันในสถาบันการศึกษา เพราะการบริหารจัดการประเภทนี้เป็นการบริหารจัดการกับปวงชนหรือกลุ่มคนในสังคมให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการแก้ปัญหาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ในสังคม จากประสบการณ์ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นอย่างประจักษ์ชัดแล้วว่า องค์กรภาครัฐก็ดี องค์กรภาคธุรกิจก็ดี ไม่สามารถบริหารจัดการกับปวงชนหรือกลุ่มคนจำนวนมากๆได้ จึงต้องใช้อำนาจทางกฎหมายหรือใช้อาวุธที่ร้ายแรงเข้ามาจัดการอย่างเป็นประจำ แต่ก็ไม่เคยได้ผลลัพธ์อะไรที่มั่นคงและยั่งยืนแต่ถ้าท่านที่เคารพทั้งหลาย ดูจากนโยบายการทำงานและกลุ่มคนที่คุณรสนา โตสิตระกูลเชิญชวนมาเป็นที่ปรึกษาด้านต่างๆ จะเห็นได้ชัดเจนว่า บุคคลกลุ่มนี้มีความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างยาวนานในการดึงประชาชนหรือมวลชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างน่าพึงพอใจบนพื้นฐานของแนวคิดด้านการบริหารจัดการที่บูรณาการกันอย่างลงตัวระหว่าง การบริหารจัดการองค์กรสมัยใหม่กับการบริหารจัดการด้านสังคมและวัฒนธรรมนี้เอง ที่คุณรสนาโตสิตระกูล จะนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาด้านต่างๆของกรุงเทพมหานครและการพัฒนากรุงเทพฯ ไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ การบริหารจัดการกรุงเทพมหานครในแนวทางที่คุณรสนา โตสิตระกูลจะนำมาใช้ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนี้ จึงมิใช่ข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการตามที่หลายท่านมีข้อสงสัยและติดใจ แม้จะไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลังสำหรับผมเอง ปีนี้อายุ ๘๐ ปีแล้ว ผ่านประสบการณ์ทางด้านการศึกษามาตลอดชีวิตการทำงาน รับการเชิญชวนของคุณรสนา โตสิตระกูลมาเป็นที่ปรึกษา มิได้หมายความว่า ผมจะเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่คุณรสนาเพียงคนเดียวหรือเฉพาะภายในทีม เท่านั้น แต่ผมคิดถึงการเชิญชวนผู้อื่นที่มีความรู้ มีความคิดและมีความอาทรต่ออนาคตของเด็กและเยาวชนในกรุงเทพฯ เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการ่วมกันคิดร่วมกันทำ ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะเป็นคนในวงการศึกษา หรือวงการใดๆ ก็ตาม รวมทั้งประชาชนคนธรรมดาทั่วไปด้วยประสบการณ์ต่างๆ ในช่วงชีวิตของผม ผมเห็นว่า ผู้นำผู้หญิงที่เป็นคนดีและคนซื่อสัตย์ส่วนมาก ไม่ว่าในวงการเมืองระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น มักจะให้ความสำคัญกับเรื่องเด็กและเยาวชน เรืองคนพิการ เรื่องคนสูงอายุ เรื่องสภาพแวดล้อมและเรื่องสุขภาวะ มากกว่าผู้นำที่เป็นผู้ชายอย่างชัดเจนด้วยเหตุดังนั้น การคิดเรื่องการจัดการศึกษาเรียนรู้ ทั้งเพื่อการอาชีพและการมีชีวิตทีมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของคนกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างคุณรสนา โตสิตระกูลจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษอย่างแน่นอนท่านที่เคารพทั้งหลายครับ ในระยะเวลาสั้นๆ อีกประมาณสองสัปดาห์จะถึงวันลงคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผมขอให้ท่านตั้งสติและคิดพิจารณาอย่างรอบคอบและมองไปข้างหน้า โดยไม่ติดยึดกับกระแสหรือ คำชักชวนโน้มน้าวใดๆ ว่า ท่านต้องการจะให้ชีวิตของท่านที่เหลืออยู่และชีวิตของลูกหลานของท่านอีกยาวไกล มีความสุขและมีการดำรงชีวิตที่มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์หรือไม่อย่างไร และท่านควรจะเลือกผู้สมัครคนไหนให้เข้ามาทำงานเพื่อรับใช้ท่านทั้งหลายทั้งในปัจจุบันและเพื่ออนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนของลูกหลานของท่าน ผมขอให้ท่านพิจารณาคุณรสนา โตสิตระกูลโดยสนับสนุนให้คุณรสนา โตสิตระกูลได้มีโอกาสเข้ามาทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนในกรุงเทพมหานครในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นคนต่อไปครับขอบคุณมากครับ๗ พ.ค. ๒๕๖๕

เปิดใจ ‘รสนา’ อิสระตัวจริง ล้างบางทุจริตเพื่อเปลี่ยน กทม. THE STANDARD NOW

ไลฟ์พิเศษ เปิดใจ ‘รสนา โตสิตระกูล’ อิสระตัวจริง ล้างบางทุจริตเพื่อเปลี่ยน กทม. จากนักรณรงค์ อดีต ส.ว. กรุงเทพฯ ผู้มีส่วนเปิดโปงการทุจริตในแวดวงสุขภาพและเพื่อผู้บริโภค วันนี้ ‘รสนา โตสิตระกูล’ กลับมาในสนามการเมืองอีกครั้ง ในนามผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พร้อมชูนโยบายเด่น ‘ต้องหยุดโกง กรุงเทพฯ เปลี่ยนแน่’ ใน
รายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ วันที่ 5 พฤษภาคม เวลา 12.30 น. ดูสดทาง Facebook Live และ YouTube Live ของ THE STANDARD

ตอบโจทย์ : 100 วันแรกของ “รสนา” ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.

“การสนับสนุนและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรไทย โดยเฉพาะ ‘ฟ้าทะลายโจร’ มาใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19” และ “เงินบำนาญผู้สูงอายุ/ผู้พิการ เดือนละ 3,000 บาท จากการรีดงบประมาณส่วนต่าง ๆ ของ กทม.” คือสิ่งที่ “รสนา” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ ประกาศจะทำใน 100 วันแรก หากได้รับการเลือกตั้ง