“รสนา” ประกาศชัยชนะ กกพ.สั่งพักใบอนุญาตโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะที่อ่อนนุช

ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.เบอร์ 7 เผย หลังชาวหมู่บ้านอิมพีเรียลปาร์ค ร้องเรียนกลิ่นเหม็นจากโรงไฟฟ้าขยะของ บริษัท กรุงเทพธนาคม ล่าสุด กกพ.สั่งพักใบอนุญาตโรงผลิตไฟฟ้าดังกล่าวแล้ว เนื่องจากไม่ปฏิบัติตาม CoP ให้ครบถ้วน อาจก่อความเสียหายร้ายแรงต่อสาธารณะ กระทบต่อสุขภาพอนามัยประชาชน พร้อมสั่งดำเนินการแก้ไข

วันนี้ (6 เม.ย.) น.ส.รสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครรับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 7 ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก แฟนเพจ รสนา โตสิตระกูล เกี่ยวกับ กรณีชาวบ้านหมู่บ้านอิมพีเรียลปาร์ค ร้องเรียนเรื่องกลิ่นเหม็นของโรงผลิตไฟฟ้าจากขยะของ บริษัท กรุงเทพธนาคม ว่า จากการที่ชาวบ้านหมู่บ้านอิมพีเรียลปาร์คได้ร้องเรียนมาที่ดิฉันเรื่องกลิ่นเหม็นรบกวนชีวิตความเป็นอยู่ของโรงผลิตไฟฟ้าจากขยะ 800 ตันต่อวัน ของบริษัท กรุงเทพธนาคม วิสาหกิจของ กทม.

ต่อมา ในวันที่ 12 มกราคม 2565 ดิฉันพร้อมด้วยอาจารย์ประสาท มีแต้ม ประธานคณะอนุกรรมการบริการสาธารณะ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน สภาองค์กรของผู้บริโภค และทีมงานคุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากมูลนิธิบูรณะนิเวศลงพื้นที่ตามที่ชาวบ้านร้องเรียน ได้พบสภาพกลิ่นเหม็นที่ก่อความเดือดร้อนรำคาญจริงในพื้นที่และกลิ่นเหม็นยังส่งกลิ่นไปหลายหมู่บ้านในบริเวณนั้น และส่งกลิ่นไกลถึงศรีนครินทร์ จนเด็กที่อาศัยอยู่ชิดติดโรงขยะไฟฟ้า ไม่อยากทำการบ้าน เพราะความเหม็น ดิฉันได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และได้ลงบทความพร้อมคลิปเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 https:www.facebook.com/100001035423086/posts/5270665896311206/?d=n

วันที่ 5 เมษายน 2565 ดิฉันได้รับการติดต่อจากกรรมการใน กกพ.ส่งจดหมาย ว่า กกพ.ได้สั่งพักใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าของ บริษัท กรุงเทพธนาคม “เนื่องจากบริษัทไม่ปฏิบัติตาม Code of Practice : CoP สำหรับการใช้ก๊าซชีวภาพเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้ครบถ้วนโดยเฉพาะการจัดการเชื้อเพลิงขยะชุมชนจนส่งผลใหเกิเปัญหากลิ่นเน่าเหม็นต่อชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้น กกพ.ในฐานะผู้กำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงาน จึงมีความเห็นว่าการกระทำของบริษัทฯอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสาธารณะ และอาจส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันอย่างปกติสุขของประชาชน รวมทั้งสุขภาพอนามัยของประชาชนในระยะยาว จึงใช้อำนาจตามความในมาตรา 56 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงานฯ และมีคำสั่งพักใบอนุญาตประกอบกิจการการผลิตไฟฟ้าของบริษัทและให้บริษัทดำเนินการแก้ไข ดังต่อไปนี้…..และจะเริ่มดำเนินการผลิตไฟฟ้าต่อไปได้ ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจาก กกพ….”

ดิฉันได้ส่งเอกสารของ กกพ.ไปให้ชาวบ้านหมู่บ้านอิมพีเรียล ปาร์ค ชาวบ้านดีใจมากสำหรับข่าวดีในเช้าวันนี้ ดิฉันก็ดีใจที่สามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้ในกรณีนี้ เป็นการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน แม้ว่าดิฉันช่วยเหลือในฐานะประชาชนคนหนึ่ง แต่ถ้าดิฉันได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ไม่ต้องรอให้ชาวบ้านร้องเรียนกันเป็นปี กว่ามาถึงมือดิฉัน

รสนา โตสิตระกูล
6 เมษายน 2565
#เลือกรสนาเป็นผู้ว่าฯ กาเบอร์7

คำถามจาก “รสนา” เงินเดือนผู้ว่าฯ กทม. 4 ปี 5.4 ล้าน แต่งบฯหาเสียง 100 ล้าน จะไม่มีการถอนทุนละหรือ!?!

คำถามจาก “รสนา” เงินเดือนผู้ว่าฯ กทม. 4 ปี 5.4 ล้าน แต่งบฯหาเสียง 100 ล้าน จะไม่มีการถอนทุนละหรือ!?!

หญิงแกร่ง อาสาปราบโกง ชูติดโซลาร์เซลล์ : คนเคาะข่าว 04-04-65

“รสนา” ประกาศตัว เป็นม้านอกสายตา แต่จะไต่อันดับวิ่งเข้าเส้นชัย

รสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ประกาศตัวเป็นม้ามอกสายตา แต่จะไต่อันดับเพื่อวิ่งเข้าเส้นชัย
อดีตสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ปี 2549

“รสนา โตสิตระกูล” เผยวิสัยทัศน์วันสตรีสากล วางนโยบาย กทม.ด้านแม่และเด็ก

“รสนา” เผย วิสัยทัศน์วันสตรีสากล ความมั่นคงปลอดภัยของสตรีไทย คือ หัวใจของการพัฒนาสังคม รับแรงบันดาลใจ “ดร.ป๋วย” วางนโยบายกรุงเทพฯ ด้านแม่และเด็ก ผู้สูงอายุและครอบครัว

วันนี้ (8 มี.ค.) น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล ว่า วันสตรีสากล ความมั่นคงปลอดภัยของสตรีไทย คือ หัวใจของการพัฒนาสังคม
ในฐานะที่เป็นผู้หญิงไทยธรรมดาและเป็นแม่คนหนึ่ง ดิฉันย่อมประทับใจในแนวคิด “สังคมสวัสดิการ” ของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำอย่าง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิการสำหรับแม่และเด็กเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตและความมั่นคงให้แก่ครอบครัว ซึ่งเป็นหน่วยฐานรากในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน เห็นได้จากบทนำเสนออย่างเป็นทางการของท่านต่อที่ประชุมนานาชาติว่าด้วยการพัฒนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรื่อง “คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง : จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” นับตั้งแต่ข้อแรก ที่ว่า “เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิการของแม่และเด็ก …”
จากวรรคทองดังกล่าวดิฉันได้รับแรงบันดาลใจในการทำนโยบายกรุงเทพฯ ด้านแม่และเด็ก ผู้สูงอายุและครอบครัว ดังนี้
1) ยกระดับศูนย์เด็กเล็กให้มีคุณภาพ โดยจะทำความร่วมมือกับยูนิเซฟ ซึ่งกำลังขับเคลื่อนเรื่อง “สร้างสุขให้เด็กๆ” (HAPPY KIDS) อยู่แล้ว มาร่วมกันทำโครงการส่งเสริมพัฒนาการเด็กเล็กในศูนย์เด็กเล็กที่จะเปิดบริการใกล้บ้านให้ครอบคลุมทุกชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่คุณพ่อวัยทำงานที่กำลังตั้งตัวสร้างครอบครัวหมดห่วงกังวลในเรื่องการเลี้ยงดูลูกให้มีคุณภาพ และปลอดภัย ประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งแบกภาระมากกว่าคุณแม่ทั่วไป กรุงเทพฯ จะจัดตั้งกองทุนสวัสดิการช่วยแม่เลี้ยงเดี่ยว ให้มีอาชีพ พึ่งตนเองได้และสามารถเลี้ยงดูลูกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ
2) ให้ศูนย์บริการสาธารณสุขทั่วกรุงเทพฯ จัดบริการรับฝากครรภ์และดูแลด้านโภชนาการแก่หญิงมีครรภ์และเด็กอ่อนทั้งก่อนคลอดและหลังคลอด
3) สร้างกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ปลอดภัยจากความรุนแรงในครอบครัว และ การคุกคามทางเพศ ผู้หญิงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ปลอดภัย ในทุกพื้นที่ ทุกเวลา 24 ชั่วโมง โดยมีศูนย์รับแจ้งเหตุ 24 ชั่วโมง เพื่อคุ้มครองเยียวยาผู้เสียหายทั้งร่างกายและจิตใจ
4) ให้บริการผ้าอนามัยแบบให้เปล่าแก่ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย โดยต่อไปจะผลักดันให้เป็นสวัสดิการฟรีสำหรับสตรีถ้วนหน้า
5) จัดตั้งศูนย์ผู้ทรงวัยวุฒิ (Seniors Center) ดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์ รวมกลุ่มเพื่อนผู้สูงอายุ ช่วยกันดูแล เสริมพลัง และพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุให้สามารถทำงานได้ตามความเหมาะสม เสริมสร้างสุขภาวะทั้งทางกายและจิตใจ ทำให้ดูแลรับผิดชอบตัวเองได้ การมีกลุ่มเพื่อน ย่อมช่วยให้ผู้สูงอายุมีจิตใจร่าเริง เบิกบานห่างไกลโรคซึมเศร้า
6) จัดศูนย์บริการรับ-ส่งผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ ผู้ทุพพลภาพช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ไปยังสถานพยาบาลและสถานที่ราชการ สำหรับครอบครัวผู้มีรายได้น้อย
วันสตรีสากล 8 มีนาคม เป็นวันที่องค์การสหประชาชาติกำหนดให้เป็นวันสำคัญเพื่อให้ทุกสังคมละเลิกการเอาเปรียบสตรีเพศ ผู้มีบทบาทแบกรับภาระของครอบครัวสังคม และประเทศชาติทัดเทียมกับบุรุษเพศ ดังนั้น นโยบายสวัสดิการพื้นฐานเพื่อสตรี เด็กและครอบครัวผู้มีรายได้น้อยจึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการสนับสนุนให้สตรีไทยหลุดพ้นจากพันธการ และมีบทบาทในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัวได้อย่างเต็มที่

ที่มา : mgronline

“รสนา” จี้ทั้งสื่อ-โพล ต้องมีจริยธรรมพอสมควร หลังถูกเมินสนใจแต่ผู้สมัครชายชิงพ่อเมืองกรุง

ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หญิง แปลกใจสื่อเมินทำข่าวโชว์วิสัยทัศน์ นำเสนอแต่ผู้สมัครชาย ถามเลือกข้างหรือไม่ รับไร้สังกัดกลุ่มทุนอาจเป็นเหตุ ชี้ การเมืองไทยให้ผู้ชายมาก่อน หนักกว่าวรรณะอินเดีย แถมโพลชี้นำ จี้ สื่อ-โพล ต้องมีจริยธรรมพอสมควร

วันนี้ (20 มี.ค.) นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพมหานคร ในฐานะว่าผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีไปแสดงวิสัยทัศน์กับว่าที่ผู้สมัครชิงผู้ว่าฯ กทม.หลายครั้ง แต่กลับไม่มีสื่อมวลชนให้ความสนใจในการเสนอข่าว แต่กลับนำเสนอแต่ข่าวของผู้สมัครคนอื่นที่เป็นผู้ชายแทน โดย นางสาวรสนา เผยว่า รู้สึกแปลกใจทั้งที่สื่อมวลชนมีหน้าที่ต้องนำเสนอข่าวผู้ลงสมัครให้ครบทุกคน พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะวิธีคิดของการเมืองไทยจะให้ผู้ชายมาก่อน แม้แต่ในสภายังมีข้อยกเว้นสำหรับผู้หญิง มองว่า เป็นการเมืองแบบเก่า โดยยกประเทศอินเดีย ซึ่งมีวรรณะ ผู้หญิงในเวทีการเมืองยังได้รับการยอมรับมากกว่าประเทศไทย ยกเว้นแต่ถ้าเป็นตระกูลนักการเมืองจะได้รับการปฏิบัติที่ต่างออกไป

นางรสนา ยังกล่าวอีกว่า สงสัยว่า สื่อมวลชนเลือกข้างหรือไม่ ทำไมไม่ทำหน้าที่นำเสนอเพื่อให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ ดูเป็นการกีดกัน พร้อมย้อนอดีตว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้ชายมาตลอด ควรเปิดโอกาสผู้หญิงให้ประชาชนพิจารณาบ้าง และที่เป็นที่น่าสังเกตว่า การเรียงลำดับชื่อจะนำรายชื่อผู้ชายนำหน้าไว้ก่อน ส่วนผู้หญิงจะอยู่รั้งท้าย มองว่า เป็นการแบ่งแยก อีกทั้งสัดส่วนนักการเมืองในสภาประเทศไทย เทียบกับอีกหลายประเทศ ถือว่ามีสัดส่วนน้อยมาก ควรให้โอกาสผู้หญิงพัฒนาสังคมยั่งยืน

ทั้งนี้ นางสาวรสนา ยอมรับว่า การที่ไม่ได้สังกัดพรรค ไม่มีกลุ่มทุน เป็นแค่ประชาชนธรรมดาอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สื่อมวลชนไม่ให้ความสนใจ และยังกล่าวถึงการทำหน้าที่ของสำนักโพล อย่างสวนดุสิตโพล ที่มองการชี้นำโดยการตั้งคำถามเป็นปัญหา ไม่เป็นธรรม โดยขอให้ทั้งสำนักโพลรวมถึงสื่อมวลชนต้องมีจริยธรรมพอสมควร

ที่มา : Manager Online

ทำไม กทม.และท้องถิ่นคือคำตอบของความขัดแย้ง ฟัง รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา ผู้ประกาศชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. – 9 ตุลาคม 2563

“Green Thonburi” ฟื้นฟูคูคลองระดมสมอง คืนชีวิต รักษาวิถีคนฝั่งธน

โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบชุมชนริมคลองฝั่งธนบุรีด้วยเครือข่ายคลังสมองของพื้นที่และแผนผังภูมินิเวศเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน (โครงการ Green Thonburi) เปิดเวทีเสวนา “รวมกัลยาณมิตร ชุบชีวิตคลองฝั่งธนบุรี” เพื่อแลกเปลี่ยนถึงแนวทางการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ชุนชนริมฝั่งคลอง บนฐานทรัพยากรและศักยภาพของชุมชน ระหว่างตัวแทนชุมชนริมฝั่งคลอง นักวิจัย และว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

ดร.กัญจนีย์ พุทธิเมธี อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองด้วยระบบถนน ทำให้คูคลองที่เคยเป็นระบบคมนาคมสำคัญของคนฝั่งธนฯถูกมองข้าม

“ระบบคูคลองคือหนึ่งในต้นทุนด้านทรัพยากรที่ทำให้ชุมชนในพื้นที่บริเวณนี้มีอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่น่าสนใจ แต่เมื่อระบบคมนาคมที่เข้ามา ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการใช้คลองเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง ทำให้คูคลองในฝั่งธนฯ จำนวนมากถูกปล่อยทิ้งให้ตื้นเขิน หรือกลายเป็นแหล่งรับน้ำเสียจากเมือง โดยเราพบว่าการทำระบบขนส่งทางน้ำ (Water Transportation) ต่อเชื่อมกับระบบถนนหรือระบบราง และเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเดินทางเข้าสู่เมือง เราจะสามารถทำให้พื้นที่ฝั่งธนฯ ที่มีความโดดเด่นทั้งด้านกสิกรรม ธรรมชาติ และวิถีชีวิต เหล่านี้ เป็น “พื้นที่เศรษฐกิจสีเขียว” (Green Economy) ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในชุมชนได้จริง”

รสนา โตสิตระกูล หนึ่งในว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า อยากให้มองว่า คูคลองเป็นมากกว่าเส้นทางระบายน้ำ และต้องมีงบประมาณมาพัฒนาคูคลองอย่างจริงจัง โดยยกตัวอย่าง โครงการขุดอุโมงค์ระบายน้ำเขตภาษีเจริญ บางแค บางบอน บางขุนเทียน ลงสู่แก้มลิงคลองมหาชัย ของ กทม. ที่ใช้งบประมาณถึง 6 พันล้านบาท สามารถนำมาขุดลอกคลองทั้ง กทม. ได้ระยะทางมากกว่า 60,000 กิโลเมตร (ต้นทุนค่าขุดลอกคลอง ประมาณ 1 แสนบาท/กิโลเมตร)

เวทีเสวนา “รวมกัลยาณมิตร ชุบชีวิตคลองฝั่งธนบุรี” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
เวทีเสวนา “รวมกัลยาณมิตร ชุบชีวิตคลองฝั่งธนบุรี” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

“เมื่อคูคลองได้รับการพัฒนา และมีการเชื่อมโยงกันและเชื่อมกับระบบขนส่งอื่นๆ นอกจากทั้งเส้นทางสัญจรเพิ่มขึ้นแล้ว ยังจะเป็นเส้นทางลำเลียงผลผลิตในสวนออกมาขายที่ตลาด หรือขายให้กับนักท่องเที่ยว สิ่งเหล่านี้จะเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่เหล่านี้ได้ และพอเกิดสิ่งนี้ขึ้นมันก็จะย้อนไปทำให้คนในชุมชนหันมาดูแลคูคลองของเขาเองด้วยเช่นกัน”

ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อีกท่านหนึ่งที่มาร่วมในเวทีนี้ กล่าวว่า นอกจากการทำให้คูคลองที่เป็นเสมือนเส้นเลือดฝอย ในการช่วยนำคนเข้าสู่ระบบเส้นเลือดหลักทั้งรถไฟฟ้าและระบบถนนแล้ว การมีหน่วยงานด้าน Creative Economy เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนริมคลองได้

“Creative Economy จะทำให้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นเป็นที่สนใจของคนได้ ทำให้การปลูกผัก การปลูกส้ม เป็นอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เกิดเป็นเศรษฐกิจสีเขียวที่สามารถรักษาความเป็นชุมชนที่มีอัตลักษณ์ของตนเองได้ ซึ่งอยากให้ กทม. มีสำนักนี้เกิดขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ไปดูแล ไปแนะนำคนกลุ่มนี้”

สัมพันธ์ มีบรรจง หรือน้าแอ๊ว จากชุมชนบางประทุน ที่เข้าร่วมในเวทีเสวนา กล่าวว่า ผลสำเร็จจากการได้มาทำงานร่วมกับ มจธ. ภายใต้โครงการ Green Thonburi และโครงการอื่นๆ มายาวนานก็คือการทำให้คนในชุมชนได้มาร่วมกันคิดร่วมกันทำ

“ที่ผ่านมาก็มีคนในชุมชนขายสวนขายที่ไปไม่น้อย เราก็พยายามรวมกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกันในการรักษาความเป็นชุมชนเกษตรของเรา เป็นกลุ่มรักบางประทุน ที่ได้ มจธ. และอาศรมศิลป์ เข้ามาช่วยสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ และทำให้พวกเราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจ เกิดเป็นกลุ่มแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร ที่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และมีการทำการตลาดออนไลน์ไปพร้อมกัน ที่สำคัญทำให้เราได้รู้จักเพื่อนๆ ในชุมชนอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการแชร์ความคิด ประสบการณ์ และเกิดการทำงานเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งในปัจจุบัน”

X
ดร.รัตมณี อ๋องสกุล จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย นักวิจัยโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวชุมชนคลองฝั่งธนบุรี กล่าวสรุปว่า สิ่งที่ผู้สมัครผู้ว่า กทม. และผู้นำชุมชน สะท้อนออกมาในเวทีนี้ ทั้งเรื่องระบบคมนาคม และศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวระดับพื้นที่ เป็นหนึ่งในเป้าหมายของโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบชุมชนริมคลองฝั่งธนบุรีด้วยเครือข่ายคลังสมองของพื้นที่และแผนผังภูมินิเวศเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สถาบันคลังสมองของชาติ ชุมชนคลองบางประทุน ย่านตลาดพลู ชุมชนพูนบำเพ็ญ ชุมชนคลองบางมด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โรงเรียนรุ่งอรุณ สถาบันอาศรมศิลป์ และมหาวิทยาลัยสยาม

โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยใช้เครื่องมือยุทธศาสตร์ “แผนผังภูมินิเวศ” ในการกำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่และเศรษฐกิจสีเขียวบนฐานต้นทุนนิเวศวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ดำเนินการร่วมกับ “คลังสมองของพื้นที่” หรือเครือข่ายภาคชุมชน-ภาควิชาการ-ภาครัฐ ในทั้ง 4 พื้นที่คือ ชุมนพูนบำเพ็ญ เขตภาษีเจริญ ชุมชนตลาดพลู เขตธนบุรี ชุมชนคลองบางประทุน เขตจอมทอง และชุมชนคลองบางมด เขตทุ่งครุ-บางขุนเทียน รวมถึงการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อ กทม. เพื่อการสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียวระดับกลุ่มชุมชนที่เชื่อมโยงชุมชนร่วมสายคลองฝั่งธนบุรีเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้การพัฒนาเชิงพื้นที่มีความยั่งยืนต่อไป

เวทีเสวนา “รวมกัลยาณมิตร ชุบชีวิตคลองฝั่งธนบุรี” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
เวทีเสวนา “รวมกัลยาณมิตร ชุบชีวิตคลองฝั่งธนบุรี” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

เปิดใจ อิสระตัวจริง “​รสนา โตสิตระกูล”

เปิดใจ อิสระตัวจริง ‘รสนา โตสิตระกูล’
อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ

แนวนโยบายผู้ว่ากทม. ของรสนา ลงในนามอิสระ ไม่ต้องเกรงใจพรรค – กลุ่มทุน

แนวนโยบายผู้ว่ากทม.ของรสนา-ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้ชาว กทม.-กทม.นิวนอร์มอล ต้องอยู่กับโควิดให้ได้ด้วยฟ้าทะลายโจรและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยไม่ปิดเมือง-ผลักดันการขนส่งระบบรางไฟฟ้า ให้เป็นการขนส่งมวลชนอย่างแท้จริง โดยลดค่ารถไฟฟ้าลงอย่างเป็นธรรมไม่นำค่าก่อสร้างระบบรางมาคิดในค่าโดยสารรถไฟฟ้า -ส่งเสริมการติดตั้งโซล่ารูฟเพื่อเป็นการลดรายจ่ายค่าไฟและเป็นธนาคารบนหลังคา-พัฒนากทม.ตามอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ และสนับสนุนการพัฒนาตามวิถีชีวิตร่มไม้ชายคลองของฝั่งธนบุรี

https://fb.watch/amcSfFIsfX/